หลังจากผ่านไปสองตอนกับการเตรียมตัวเพื่อที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มาตอนนี้ ผมจะเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปปีนมาล้วนๆ ซึ่งบอกไว้ก่อนนะครับ ว่าส่วนมากจะเป็นรูปกับวีดีโอทั้งนั้น จะเป็นยังไง ไปชมกันเลยครับ

จากที่เกริ่นข้อมูลที่เล่ากันไปในตอนที่ 1 และตอนที่ 2  ทุกวันเสาร์ของสัปดาห์ ผมจะเปิดเข้าเช็คข้อมูลเพื่อที่จะเช็คดูว่า อาทิตย์ไหนอากาศจะดีเหมาะแก่การปีน เนื่องจากช่วงที่เปิดให้ปีนฟูจินั้น จะเริ่มตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนฤดูจากใบไม้พลิมาเข้าฤดูร้อน ซึ่งช่วงนี้ฝนจะตกมากเป็นพิเศษ แถมบางครั้งไต้ฝุ่นยังเข้าอีกตั้งหาก ถึงแม้ว่าจะเข้าฤดูร้อนแล้ว ฝนก็อาจจะตกที่ฟูจิซังได้เสมอ เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกที่จะเช็คไว้ก่อน เพราะใจจริงไม่อยากจะไปปีนทั้งๆที่ฝนตกหนัก คงจะเละน่าดูเลยครับ

จนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา พยากรณ์อากาศบอกว่า อากาศดี ผมก็ไม่รอช้าครับ รีบโทรไปหาที่พัก จัดการจองรถบัส รวมไปถึงยื่นวันลากับหัวหน้าเพื่อไปปีนฟูจิซัง ๕๕๕ โดยเส้นทางที่ผมเลือกปีนก็คือ เส้น Yoshida ซึ่งเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมและปีนง่ายที่สุด การเดินทางก็จะเริ่มจากขึ้นรถบัสจากชินจุกุเที่ยวแรกเพื่อไปถึงสถานีที่ 5 ให้เร็วที่สุด เพื่อที่ว่าจะได้เริ่มปีนไปให้ถึงยอดให้เร็วที่สุด จากนั้นจะเข้าพักที่พักบนยอดเขา แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยตื่นมาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมารอชมพระอาทิตย์ขึ้นครับ

เมื่อวางแผนทุกอย่างพร้อมแล้ว ในคืนวันที่ 23 รีบเข้านอนให้ไวและตื่นแต่เช้านั่งรถไฟไปยังสถานีชินจุกุ เพื่อไปต่อรถบัส แต่น่าเสียดายที่ผมพลาดรถรอบแรกสุดไป คาดว่า คนญี่ปุ่นเองก็น่าจะเห็นว่าวันนั้นอากาศดีเหมาะแก่การปีนเช่นกัน ทำให้รถบัสรอบแรกนั้นเต็ม ผมกับเพื่อนเลยต้องรอรถบัสรอบถัดไป ซึ่งต้องรออีก 1 ชั่วโมงครับ

KnotMirai001

เมื่อขึ้นรถแล้ว ไม่คิดอะไรมากครับ หลับทันที หลับอย่างเดียว นอนเอาแรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคาดว่าหนทางข้างหน้าน่าจะต้องใช้พลังงานสูงแน่นอน จนนั่งไปได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง เป้าหมายของผมก็โผล่มาให้เห็น แต่โผล่มาแบบมีเมฆปกคลุม ซึ่งตอนแรกก็แอบหวั่นใจ “ไหนพยากรณ์อากาศว่าอากาศดีไงฮะ ทำไมเมฆมากขนาดนี้” แต่ยังไงก็แล้วแต่ ถอยไม่ได้แล้วครับ เล่นใช้วันลา เสียเงินนั่งรถบัสมาขนาดนี้แล้ว อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด สู้ตาย!

KnotMirai002

 เมื่อถึงเวลา 10.30 รถบัสก็มาสถานีที่ 5 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปีนเขาครั้งนี้นั่นเองครับ ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ อากาศดียังงี้ มีหรือที่คนญี่ปุ่นเองจะพลาด

KnotMirai005

ไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่ ขนาดเด็กที่สูงยังไม่ถึงเอวผมก็ยังมาปีน (ถึงกับบอกตัวเองว่า อย่าแพ้เด็กนะครัช ๕๕๕)

KnotMirai004

แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจะมานั่งเล่นนอนเล่นที่สถานีที่ 5 ไม่ได้ ว่าแล้ว ผมก็เดินไปดูแผนที่เพื่อศึกษาเส้นทางก่อนเป็นอย่างแรก และถ่ายเก็บไว้ในกล้องเพื่อที่ว่า หากต้องการใช้งานสามารถเรียกกลับมาดู มาใช้งานได้ตลอด (ถ้าแบตกล้องไม่หมดนะครับ ๕๕๕)

KnotMirai003

แต่การเดินทางจะเริ่มไม่ได้ ถ้าผมยังไม่ได้ซื้อของสะสมชิ้นสำคัญ ของชิ้นนั้นก็คือ ไม้เท้าสำหรับประทับตรานั่นเอง เล่าคร่าวๆก็คือ ขณะที่ปีนขึ้นเวลาผ่านสถานที่ต่างๆ ก็จะมีบริการให้เหล็กร้อนจี้ลงไปบนไม้เท้า เป็นลวดลายต่างๆตามแต่สถานที่นั้นจะออกแบบ ซึ่งไม้เท้านี้มี 3 ขนาด คือ เล็ก กลางและใหญ่ ส่วนตัวแล้วผมซื้อขนาดกลางมา เพราะคิดว่า เล็กน่าจะเล็กไป สะสมไม่ครบ ส่วนใหญ่ก็อาจจะใหญ่ไป เกะกะระหว่างเดิน (หลังจากปีนเสร็จผมคิดว่า ตอนนั้นน่าจะซื้อเป็นเล็กมาสองอันน่าจะสะดวกกว่า และเอากลับไทยง่ายกว่าด้วย เหอะๆ)

KnotMirai001-3

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ออกเดินทาง ในช่วงแรกยังไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เป็นทางเดินธรรมดา ไม่ชัน ไม่ต้องปีน ไม่ลำบากอะไร ซึ่งถ้าหากมาปีนแต่เช้าก็จะเดินสวนทางกับบรรดาผู้คนที่เพิ่งลงมาจากเขากัน ซึ่งนับว่า โชคดีของผมที่วันนั้นมีเมฆ จึงทำให้อากาศไม่ร้อนเท่าไหร่ กำลังสบายๆครับ

KnotMirai006

 และเมื่อเดินผ่านสถานีที่ 6 ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เดินในแนวราบซะส่วนใหญ่ มีความชันเล็กน้อย กลับกลายเป็นแทบจะเดินแนวดิ่งทั้งหมด และตั้งแต่จุดนี้เพียงแค่มองขึ้นไป ก็สามารถเห็นเป้าหมายของเราอยู่ไกลลิบๆ เป็นขวัญกำลังใจอันดีให้กับผู้ปีนเขาจริงๆ ๕๕๕

KnotMirai007

แต่ไม่ว่าทางจะคดเคี้ยวแค่ไหน ผมคิดว่า การมาปีนฟูจิซังนั้นยากครับที่จะหลงทางเพราะตลอดเส้นทางการเดินนั้นจะมีป้ายบอกทางตลอดซึ่งมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น หรืออย่างที่บอกในตอนก่อนๆว่าให้จำสีของเส้นทางดีๆ จากรูปข้างล่างก็จะเห็นว่าผมใช้เส้นทางสีเหลือง ซึ่งเป็นสีของเส้นทาง Yoshida นั้นเองครับ

KnotMirai008

ยิ่งไปไกลเท่าไร ทางเรียบยิ่งหายไปครับ เริ่มจะต้องปีนป่าย หรือบางทีเป็นทางชันตามภาพในรูปข้างล่างเลยทีเดียว งานนี้ถ้าใครเตรียมถุงมือมา ก็สบายครับ ใช้มือช่วยปีนได้ชิวๆ

KnotMirai009

และอย่างที่บอกไปเรื่องตราประทับในตอนแรก ถ้าใครที่ซื้อไม้มาก็อย่าลืมแวะประทับตรากันนะครับ โดยตราประทับนี้ไม่ได้ฟรีนะครับ เฉลี่ยตกที่ตราละประมาณ 300 เยน สามารถให้ประทับได้ทุกจุดแวะพักที่ผ่านระหว่างทางเลยครับ จากทริปนี้ผมเก็บมาทั้งหมดประมาณ 20 ดวงได้ครับ น่าจะไม่ครบ แต่ก็เต็มไม้ขนาดกลางพอดีครับ

KnotMirai010

และระหว่างปีนไปเดินไป เมื่อหันกลับไปมองด้านหลัง ก็พบว่า วิวของเส้นทางที่เดินผ่านมาก็สวยแปลกตาดีนะครับ

KnotMirai011

ในวันนั้น ช่วงระหว่างชั้น 7-8 จะเป็นช่วงที่ความสูงจะประมาณเมฆพอดีครับ ซึ่งถ้าใครมาปีนในวันที่เมฆสวยๆก็อาจจะได้เห็นริ้วเมฆสวยๆ แต่ในทางกลับกัน ถ้าใครมาในวันที่ฝนตก ก็ต้องลุยฝ่าให้เลยชั้น 8 ไปให้ได้ อากาศถึงจะดีขึ้นครับ

KnotMirai012

ระหว่างสองข้างทางส่วนใหญ่ก็มีแต่หินกับทราย ซึ่งเดาว่า ถ้าใครมาปีนหลังจากนี้ก็น่าจะต้องเตรียมหน้ากากกันฝุ่นกันมาแล้วละครับ เพราะฝุ่นน่าจะเยอะน่าดูครับ

KnotMirai013

ไม่รู้ว่า ผมเหนื่อยหรือระยะทางมันไกล แต่ผมรู้สึกเหมือนว่า ไม่ว่าเดินไปมากแค่ไหน ทำไมมันไม่เข้าใกล้สถานีที่ 8 ซักที

KnotMirai014

จนกระทั่งประมาณเวลา 16.00 ผมก็มาถึงโรงแรม Goraiko-kan ซึ่งเป็นโรงแรมสุดท้าย จากที่ผมติดต่อกับโรงแรมที่จะพักบนยอดเขา ทางโรงแรมแนะนำว่า ให้หาอาหารเย็นกินก่อนเลย เพราะหลังจาก 18.00 ไปแล้ว บนยอดเขาเองก็ไม่มีอาหารอะไรขายแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมกับเพื่อนจึงตัดสินแวะพักกินข้าวที่นี่ ก่อนที่จะเดินทางต่อครับ

KnotMirai015

เนื่องจากผมไม่ใช่ลูกค้าที่จะเข้าพักกับทางโรงแรม ผมจึงไม่สามารถเข้าไปใช้บริการโต๊ะของทางโรงแรมได้ สามารถนั่งทานได้แค่บริเวณนอกโรงแรมหรือบริเวณที่เปลี่ยนรองเท้าเท่านั้น ซึ่งสำหรับใครที่มาปีนฟูจิซัง ผมอยากจะบอกว่า ของที่ขายบนนี้แพงทุกอย่างครับ และไม่ต้องคาดหวังว่า จะดีเลิศมากมายนะครับ อาหารที่ขายส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารง่ายๆ เช่น ข้าวแกงกระหรี่ ราเมง อุด้ง เป็นต้น

KnotMirai001-4

เมื่อกินอิ่มและพักเพียงพอแล้ว ก็เดินทางต่อ ในตอนแรกผมตั้งใจว่า จะตั้งใจเดินไม่ถ่ายรูปเล่นแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ครับ วันนั้นแสงเย็นที่สาดลงมามันสวยจริงๆครับ ทำให้ต้องหยุดถ่ายรูปเป็นระยะๆ

KnotMirai018

และที่สวยที่สุด ก็คือเมื่อตอนที่ผมหันหลังไปเจอวิวของทะเลสาบยามานากะยามเย็น ตามรูปข้างล่างเลยครับ

KnotMirai017

ด้วยความที่เดินทางค่อนข้างล่าช้า หลังจากนี้ผมจึงต้องเก็บกล้องแบบจริงจังและตั้งใจเดินเพื่อให้ไปถึงยอดเขาก่อนมืด เพราะถ้าหากมืดแล้ว กลัวว่าจะอันตราย จนกระทั่งเมื่อเดินมาถึงเสาโทริอิที่ชั้น 9 ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ ว่าทำไมเสานี้ถึงมีแต่คนเอาเหรียญมาปักไว้ ซึ่งผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้นะครับว่าทำไม ถ้าใครรู้เหตุผล รบกวนคอมเม้นบอกไว้ด้วยนะครับ 🙂

KnotMirai016

และในที่สุด ผมก็มาถึงโทริอิของชั้นบนสุดหรือบนยอดเขาฟูจินั่นเองครับ ซึ่งเป็นไปตามแผนครับ ผมสามารถไปถึงก่อนค่ำได้ โดยถึงประมาณ 19.00 ครับ

KnotMirai019

เมื่อถึงยอดเขา ตามจริงแล้วผมต้องเข้าพักเลย เพราะปกติสต๊าฟของโรงแรมเองจะเข้านอนเร็ว เพื่อที่จะได้พักผ่อน เตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันรุ่งขึ้น แต่ด้วยที่ผมแบกกล้องขึ้นมาเต็มตัว ทางสต๊าฟเลยถามผมว่า จะถ่ายรูปก่อนซักหน่อยไหม ในเมื่อถามมาแบบนี้ ผมเลยขอโทษทางสต๊าฟแล้วบอกว่า ขอเวลา 15 นาทีเท่านั้น แล้วจะรีบกลับมาครับ

KnotMirai020

สรุปทริปขาขึ้นมาทั้งหมดใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ 10.30-19.00 ทั้งหมดประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งจากที่หาข้อมูลแล้ว ปกติเฉลี่ยคนทั่วไปใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงเท่านั้นครับ และเมื่อถึงที่นอนก็พบว่า แขกคนอื่น เข้านอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ผมต้องรีบเข้านอนเลย ไม่กล้าที่จะถ่ายรูปสภาพที่นอนออกมาให้ทุกคนได้ชมกัน แต่จากความเห็นส่วนตัวแล้ว ที่พักที่ผมไปพักมานั้น ไม่ได้ดี สะดวกสบาย แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นที่รับไม่ได้ครับ

พอมาถึงวันรุ่งขึ้น จากที่โรงแรมแจ้งไว้ว่าจะเปิดประตูให้ออกไปข้างนอกได้ตอนตีสาม ผมจึงตื่นเวลานั้นครับ เพราะนอกจากพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง นั่นก็คือแสงไฟของคนที่ปีนเขาขึ้นมาตอนเช้ามืดครับ และผมก็ถ่ายช๊อตนี้มาตามที่อยากได้ตามภาพข้างล่างเลยครับ

KnotMirai021

ต่อจากแสงคนปีนขึ้นเขา ก็ต้องเป็นพระอาทิตย์ขึ้นครับ ในภาษาญี่ปุ่นจะใช้คำว่า Goraiko (ご来光) คือ พระอาทิตย์ขึ้นที่เห็นจากฟูจิซังครับ ซึ่งงานนี้ก็แล้วแต่ความชอบเลยครับ เดินไล่ตามขอบหามุมที่ชอบที่ถูกใจได้เลยครับ แต่ระวังกันด้วยนะครับ อย่าพลาดลื่นตกเขาไปนะครับ

KnotMirai025

สำหรับผม ผมเลือกมุมที่เห็นทะเลสาบยามานากะเป็นส่วนประกอบด้วย ตามภาพข้างล่างเลยครับ ซึ่งถ้าจะถามเหตุผล คงไม่มีเหตุผลครับ เพียงแค่คิดว่า ถ้ามีทะเลสาบน่าจะสวยกว่าทะเลหมอกที่ลอยเฉยๆเท่านั้นครับ 🙂

KnotMirai022

น่าเสียดายที่วันนั้น เมฆไปรวมกันตรงพระอาทิตย์ขึ้นมากเป็นพิเศษ ทำให้ไม่สามารถเห็นพระอาทิตย์ลอยขึ้นมาเป็นลูกกลมๆได้ แต่ในความโชคร้ายนี้ ก็ยังมีความโชคดีอยู่ครับ เพราะเมื่อพระอาทิตย์ลอยได้สูงนิดนึง แสงจากพระอาทิตย์ก็สาดทะลุผ่านเมฆออกมาเป็นลำแสงราวกับแสงจากสวรรค์เลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งแสงนี้ แม้มองด้วยตาเปล่าก็สามารถเห็นได้ชัดเจนมากครับ ตามภาพข้างล่างเลยครับ

KnotMirai024

และไหนๆก็มาถึงยอดแล้ว ก่อนลงก็ต้องขอถ่ายรูปคู่กับปากปล่องภูเขาไฟไว้ซักรูปเป็นที่ระลึก ว่า “ครั้งหนึ่งเคยได้พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นเหมือนกันนะครับ”

KnotMirai023

หลังจากเสร็จภารกิจข้างบนทั้งหมด ก็ถึงเวลาลง ถ้าหากใครคิดว่า ขาลงจะสบาย ผมอยากจะบอกว่า คิดผิดครับ ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องปีนป่ายอะไร แต่ทางลงนั้นค่อนข้างชันไม่ใช่เล่นเลยครับ ถ้าใครพกไม้เท้าช่วยเดินมา งานนี้ได้ใช้แน่นอนครับ

KnotMirai001-2

จากการเดินไปอู้ไป แถมหมดเรี่ยวแรงด้วย ผมก็กลับลงมาถึงที่สถานีที่ 5 ประมาณ 10 โมงเช้าครับ นับว่านานกว่าปกติมากครับ เพราะจากที่หาข้อมูลจริงๆแล้ว คนทั่วไปจะใช้เวลาเดินทางลงมาแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้นครับ

KnotMirai026

สรุปท้ายที่สุดแล้ว ทั้งทริปนี้ ผมใช้เงินไปทั้งหมดประมาณ 21,000 เยนได้ครับ แบ่งเป็นรายละเอียดดังนี้ครับ

– ค่ารถบัส ไป-กลับ เที่ยวละ 2,700 เยน รวมเป็น 5,400 เยน

– ค่าไม้เท้า 1,000 เยน

– ค่าตราประทับ 5,600 เยน (ถ้าไม่ปั้มเยอะเท่าผม ก็น่าจะประหยัดในส่วนนี้ไปได้นะครับ ๕๕๕)

– ค่าที่พัก 6,000 เยน

– ค่ากิน จิปาถะ 2,000 เยน

สุดท้ายแล้วจริงๆละครับ สำหรับทุกคนที่ไปปีนฟูจิซัง ตอนนี้สามารถยื่นขอใบรับรองหรือ Certificate จากจังหวัดยามานาชิได้นะครับ โดยเข้าไปที่นี่เลยครับ จากนั้นคลิกเลือกว่าจะเอาใบรับรองแบบไหน จากนั้นกรอกข้อมูลส่วนตัว วันที่ปีนถึง พร้อมแนบรูปหลักฐานว่าไปถึงจริง (สำหรับใครที่ปีนไม่ถึงสามารถยื่นรับรองแค่ว่าเคยปีนก็ได้นะครับ) ทั้งหมดมีบริการจัดส่งไปยังต่างประเทศครับ โดย Certificate มีค่าธรรมเนียม 1,000 เยน (ไม่รวมค่าส่ง) สามารถชำระได้ด้วยระบบ Paypal ครับ ถ้าใครสนใจสามารถยื่น ชำระเงิน และเอาใบรับรองหน้าตาตามรูปข้างล่างมาประดับฝาบ้านกันครับ

KnotMirai027

สุดท้าย ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านกันมานะครับ หวังว่าข้อมูลต่างๆจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่อยากจะไปปีนฟูจิกันไม่มากก็น้อยนะครับ

ถ้ายังไงวันนี้ก็ขอลาไปก่อน แล้วก็อย่าลืมติดตามเรื่องราวในตอนหน้ากันนะครับ สวัสดีครับ