หลังจากที่ทางรัฐบาลไทยประกาศปิดสนามบิน ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนและลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน เฉพาะไฟล์ทบินพิเศษเท่านั้นที่ยังสามารถบินเข้าประเทศได้ และหลังจากเข้าประเทศ ผู้โดยสารยังต้องเข้ารับการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน วันนี้ผมจะมารีวิวประสบการณ์ตั้งแต่ลงทะเบียนจนกระทั่งได้รับสิทธิให้บินกลับประเทศไทยให้ฟังกันครับ

เริ่มที่ผมได้มาทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัย UC Berkeley ตั้งแต่ปลายปี 2019 ช่วงแรกที่ได้ยินข่าวเรื่องไวรัส Covid-19 ระบาด ตอนแรกก็มีการกลัวๆอยู่บ้าง แต่ในช่วงแรกตัวเลขผู้ติดเชื้อของประเทศสหรัฐอเมริกายังค่อนข้างน้อย ทางมหาวิทยาลัยและแลปที่ทำวิจัยอยู่ยังคงเปิดทำการตามปกติ ผมจึงไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้ เนื่องจากงานวิจัยที่ยังต้องทำอยู่ จนถึงเมื่อต้นเดือนมีนาคม สถานการณ์ทั่วโลกเริ่มออกอาการว่า ไม่ไหวแล้ว ระบาดกันหนักไปทั่ว และช่วงกลางเดือนมีนาคม ทั้งมหาวิทยาลัยและแลปก็ประกาศให้ปิดทำการให้ทุกคนทำงานจากบ้าน หรือที่เรียกว่า Shelter in Place ช่วงนั้นก็เริ่มมีคนที่จะกลับไทย จนมาตัดสินใจว่าจะกลับเอาจริงๆ ช่วงต้นเมษายน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ช่วงต้นเมษาทางการไทยได้ประกาศปิดสนามบินเป็นที่เรียบร้อย

ประกาศจากทางการไทยห้ามอากาศยานบินเข้าไทยครั้งที่ 1

ตั๋วที่จองไว้ว่าจะกลับช่วงกลางเมษายนกับสายการบิน United ก็ต้องทำการเลื่อนไป จากประกาศแรกประเทศไทยอาจจะทำการเปิดสนามบินอีกที วันที่ 18 เมษายน แต่สายการบิน United ใช้บริการร่วมกับ ANA บินจากญี่ปุ่นไปไทย ซึ่งหยุดบริการบินบางเส้นทางชั่วคราว ทำให้ตั๋วที่เลื่อนไป ต้องเลื่อนไปวันที่ 25 เมษายนแทน

ประกาศจากทางการไทยห้ามอากาศยานบินเข้าไทยครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 15 เมษายน ทั้งทางการไทยและสายการบิน ANA ได้ประกาศขยายเวลาเข้าไปอีก โดยทางการไทยประกาศยืดถึงวันที่ 1 พฤษภาคม ส่วน ANA ยืดไปถึง 15 พฤษภาคม จากสถานการณ์ตอนนั้นผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า ถ้ายังบินผ่านประเทศญี่ปุ่น น่าจะไม่ได้กลับประเทศไทยแน่ๆ จึงเริ่มมองหาช่องทางอื่น จากสถานการณ์ตอนนั้นเส้นทางกลับประเทศไทยจากสหรัฐอเมริกา มีประมาณ 3 เส้น คือ ผ่านประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และไตัหวัน ซึ่งเส้นทางที่มีปัญหาน้อยที่สุดและพบว่า ทางการไทยให้บินเข้าประเทศไทยคือเส้นทางบินที่ผ่านเกาหลี ผมจึงตัดสินใจจองตั๋วกลับประเทศไทยกับสายการบิน Delta ซึ่งจะใช้เส้นทางร่วมกับสายการบิน Korean Air ในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งในตอนนั้น ผมก็ได้ทำการลงทะเบียนและแจ้งความต้องการกลับประเทศไทยกับทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน เพื่อหวังว่าจะได้รับสิทธิให้บินกลับไทยกับเที่ยวบินพิเศษ

ประกาศจากทางการไทยห้ามอากาศยานบินเข้าไทยครั้งที่ 3

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 27 เมษายน ทางการไทยประกาศขยายเวลาอีกครั้ง ตอนนั้นบอกเลยว่า ท้อครับ ตั๋วทั้งหมดที่อยู่ในมือทำได้แค่เลื่อนหรือไม่ก็เก็บเป็นเครดิตที่ไม่รู้ว่าจะได้ใช้เมื่อไหร่ นอกจากนั้นทางมหาวิทยาลัยและแลปเองก็เลื่อนเวลาเปิดทำการไปอีก ทำให้งานวิจัยที่ทำก็ไม่รู้ว่าจะได้เข้าไปทำต่อเมื่อไหร่

ประกาศจากทางการไทยห้ามอากาศยานบินเข้าไทยครั้งที่ 4

หลังจากสิ้นหวังไปได้ราวๆอาทิตย์หนึ่ง เวลาแห่งความยินดีก็มาถึง ผมก็ได้รับอีเมล์จากทางสถานทูตว่าได้รับสิทธิให้กลับประเทศไทยผ่านเที่ยวบินพิเศษ โดยจะถึงไทยวันที่ 10 พฤษภาคม รายละเอียดคร่าวๆคือ ทางสถานทูตร่วมสายการบิน Korean Air จัดเที่ยวบินให้คนไทยที่ได้รับเลือกให้กลับประเทศไทย คนไทยที่ได้รับเลือกต้องทำการติดต่อ Korean Air เพื่อทำการออกตั๋วจาก 4 สนามบินที่ได้รับเลือกและต้องบินเข้าไทยในวันที่ 10 ผ่านไฟล์ท KE651 เท่านั้น ซึ่งผมอยู่ที่ Berkeley สนามบินที่ใกล้ที่สุด ก็คือ SFO (สนามบิน San Francisco) ต่อเครื่องบินภายในประเทศไปยัง LAX (สนามบิน Los Angeles) เพื่อที่จะไปเข้าเส้นทางตามที่สถานทูตกำหนดไว้

รายชื่อสนามบินที่สถานทูตจัดให้มีไฟล์ทไปเกาหลี

ในการออกตั๋วสามารถทำได้สองทาง คือติดต่อกับทาง KE (Korean Air) ที่ไทยกับติดต่อ KE ที่สหรัฐอเมริกาผ่านเอเจนซี่ที่ทางสถานทูตกำหนด เพราะ KE ที่สหรัฐอเมริกาไม่สามารถรับเรื่องได้โดยตรงจากสถานทูตไทยใน สหรัฐอเมริกาได้ ตอนแรกผมเลือกที่จะติดต่อกับเอเจนซี่ที่สถานทูตจัดการมาให้ แต่เอเจนซี่ของทางสถานทูตติดต่อมาช้ามาก ไฟล์ทผมถึงไทยวันที่ 10 ต้องบินออกจาก SFO วันที่ 8 แต่วันที่ 6 ก็ยังไม่มีใครติดต่อมาเรื่องตั๋วซักที ผมเลยลองโทรศัพท์เข้าไปหา KE ที่สหรัฐอเมริกาเอง ซึ่งก็เป็นไปตามที่ได้รับแจ้งคือ ทางอเมริกา ไม่รู้เรื่องเที่ยวบินพิเศษและไม่สามารถออกตั๋วให้ได้ เพราะไฟล์ทดังกล่าวไม่สามารถบินได้ ด้วยความล่าช้าและกลัวว่าจะไม่ทันบินวันที่ 8 ผมจึงให้คนที่ไทยติดต่อเข้าไปที่ KE ที่ไทยและออกตั๋วกับ KE ที่ไทย โดยมีสรุปขั้นตอนการดำเนินการดังนี้

  1. หลังจากยืนยันเมล์กับสถานทูต 24 ชั่วโมง ให้ส่งเมลล์ยืนยันสิทธิกับที่ sale KE Thailand โดยตรงผ่าน sls.bkksm@koreanair.com แจ้งเค้าว่าเราได้รับสิทธิยังไงจากสถานทูต ใช้ชื่อหัวข้อว่า KE US Repat พร้อมทั้งระบุชื่อนามสกุลและ Flight อะไรที่ได้รับสิทธิในการบินเข้าไทย
  2. ทาง sale office ที่ไทย จะทำการเช็คชื่อเราแล้ว ยืนยันกลับที่ email พร้อมกับ CC ให้ฝ่ายจองตั๋ว เพื่อให้สามารถดำเนินการติดต่อจองตั๋วต่อไป
  3. ให้โทรหาฝ่ายจองตั๋วของ Korean Air ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 02-620-6900 พร้อมทั้งแจ้งว่าได้รับการยืนยันสิทธิจากฝ่าย sale เรียบร้อยแล้ว
  4. ฝ่ายจองตั๋วจะส่งชื่อเข้าไปใน waiting list เพื่ออนุมัติการออกตั๋ว (จากที่สอบถาม คนอนุมัติคือ สำนักงานใหญ่ KE ที่เกาหลี) ระหว่างที่รอ ทาง KE มีเมล์เข้ามาอัพเดตเรื่อยๆ ซึ่งเคสของผมรอประมาน 2 วัน จึงจะได้รับยืนยันตั๋วทั้งหมด
  5. เมื่อตั๋วได้รับการอนุมัติให้ออกตั๋ว เราจะได้รับ Reservation code ผ่านทางอีเมล์ซึ่งหลังจากนี้ สามารถที่จะเลือกชำระเงินได้ทั้งผ่านทางไทย (ชำระเป็นเงินไทยโดยการโอนเงินผ่านธนาคารในไทย) หรือทางอินเตอร์เน็ต (ชำระเป็นเงิน USD หรือ KRW ผ่านบัตรเครดิต)

หลังจากที่ออกตั๋วเสร็จ ขั้นตอนต่อไปก็คือเตรียมเอกสาร Fit-to-Fly ซึ่งต้องออกภายใน 72 ชั่วโมงก่อนบินออกจากสหรัฐอเมริกา (ในเคสของผมก็คือ 72 ชั่วโมงก่อนบินออกจาก LAX ไม่ใช่ SFO) สถานทูตจะมีข้อแนะนำในการหาแพทย์ไว้สองช่องทางตามลิงค์ข้างล่างเลยครับ

  1. คำแนะนำในการขอใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง
  2. รายชื่อแพทย์ที่สามารถออกใบรับรอง Fit-to-Fly

ผมได้เลือกหาแพทย์ตามคำแนะนำที่ 1 ของสถานทูตและเจอแพทย์ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเดินทางใกล้บ้าน ซึ่งผมได้ทำการนัดแพทย์วันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งใบ Fit-to-Fly มีฟอร์มตัวอย่างจากสถานทูตเช่นกัน สามารถโหลดได้จากตัวอย่างข้างล่างเลยครับ

  1. ตัวอย่างที่ 1
  2. ตัวอย่างที่ 2

ใบ Fit-to-Fly นั้นจะโดนตรวจก่อนที่จะออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ในเคสของผมก็คือ LAX อีกเช่นเคย ใบของผม คุณหมอเขียนเอง ซึ่งหน้าตาไม่ค่อยจะเป็นทางการซักเท่าไหร่ แต่ก็ผ่านครับ สามารถใช้ได้ คิดว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับใบ Fit-to-Fly คือหมายเลขประกอบวิชาชีพ ลายเซ็น และเขียนระบุว่า คนไข้มีความพร้อมที่จะบิน หรือ Fit to fly ครับ

ตัวอย่างเอกสาร Fit-to-Fly ของผม

หลังจากนั้นเอกสารที่จำเป็นต้องเตรียมอีกก็คือ ใบรับรองการเดินทางจากสถานทูต ซึ่งจะส่งมาให้ทางอีเมล์หลังจากมีการยืนยันในระบบประมาณ 2-3 วันให้หลังและเอกสาร ต.8 ซึ่งจะใช้ตอนที่เข้าเมืองที่ประเทศไทยครับ

เมื่อถึงวันที่ 8 พฤษภาคม ไฟล์ทจาก SFO ไป LAX ราวๆ 5 โมงเย็น แต่ผมออกเดินทางไวหน่อย (เผื่อเวลา) พอไปถึงสนามบิน ต้งประหลาดใจ เพราะว่า สนามบินนั้นโล่งมากจริงๆ จากที่เดิม SFO เป็นสนามบินหนึ่งที่มีผู้คนเดินทางคับคัง จุดตรวจคนกระเป๋าที่ปกติมีคนเข้าคิวรอนานจนต้องเผื่อเวลาการบินกันเป็นชั่วโมง ในช่วงโควิดนี้กลับไม่มีคิวเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากผมไปถึงสนามบินไว เลยต้องหาที่นั่งรอเครื่อง ผมเลือกไปรอที่เล้าจ์ของสายการบิน United ซึ่งเหลือเปิดแค่ฝั่ง International และในเล้าจ์เองจากที่เคยเสิร์ฟอาหารตัก ก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็นให้บริการแค่อาหารห่อ หรือซองเท่านั้น (รวมไปถึงน้ำด้วย)

บรรยากาศสนามบิน SFO ที่แม้แต่เครื่องบินยังแทบไม่มี

บรรยากาศภายในเล้าจ์ที่ไม่มีอาหารตักเสิร์ฟ

เมื่อถึงเวลาไฟล์ทจาก SFO ไป LAX นั้นออกเดินทางตรงตามเวลาที่กำหนด ทุกคนที่บินช่วงนี้ต้องสวมหน้ากากทุกคน ถ้าใครไม่มีหน้ากาก เห็นทางสายการบินมีแจกให้ผู้โดยสารครับ ซึ่งคนบนไฟล์ทมีอยู่ประมาณนึงครับ จำนวนไม่มากไม่น้อย และเนื่องจากเป็นช่วงโควิด ทางสายการบินจึงยกเลิกการเสิร์ฟน้ำหรือของว่าง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่ First หรือ Business class ยังสามารถขอน้ำหรือขอขนมได้เหมือนเดิมครับ (ทั้งหมดยังต้องเป็นน้ำกระป๋อง ขวด หรือขนมซองเท่านั้นเช่นเคยครับ)

ลาก่อนสนามบิน SFO แล้วเจอกันใหม่

ถึงแล้ว LAX

เมื่อถึง LAX รอรับกระเป๋า แล้วเดินข้ามไปฝั่ง International ซึ่งจะมีคนของสถานทูตรอเช็คชื่อและเอกสารที่หน้าเค้าเตอร์ KE อยู่แล้ว โดยเอกสารที่จะเช็คคือ ใบรับรองการเดินทางจากสถานทูต Fit-to-Fly และเอกสาร ต.8 ถ้ามีทุกอย่างครบแล้ว ทางสถานทูตแจกอุปกรณ์ป้องกันเช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ ที่เช็ดแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งมีอาหารว่างและน้ำเปล่าให้ด้วย

หน้ากากอนามัยและถุงมือที่ได้รับแจกจากสถานทูต

อาหารว่าง ข้าวเหนียวหมูทอด จากสถานทูต (อร่อยมาก!)

ไฟล์ทที่บินจาก LAX ไป ICN (อินชอน เกาหลี) จะออกเดินทางราวๆห้าทุ่มครึ่ง เมื่อถึงเวลาประมาณสองทุ่ม ทางสายการบิน KE จะเปิดให้เช็คอิน คนมาเข้าคิวเยอะพอสมควร ใช้นานพอสมควร โดยผู้โดยสารที่ผมเห็น หลักๆจะมีอยู่ 4 ชาติด้วยกันก็คือ ไทย เกาหลี จีน และญี่ปุ่น เข้าใจว่า ตอนนี้สายการบินหลายๆชาติน่าจะหยุดบินให้ทุกคนบินออกจากสหรัฐอเมริกาไปต่อเครื่องเอาที่เกาหลีครับ หลังจากที่มาถึง LAX การแต่างตัวของหลายคนก็มีการเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด บางคนใส่ PPE ป้องกันมาเต็มตัวเลยก็มี ทำให้ตอนนั้นถามตัวเองว่า นี้เราแต่งตัวมาน้อยไปรึเปล่า ฮาๆ (ตอนนั้นทั้งตัวมีแค่หน้ากากอนามัย … )

คิวแถวรอเช็คอินที่ LAX

น้องคนนึงพร้อมชุด PPE เต็มตัว

ถึงเวลาห้าทุ่ม สายการบิน KE ก็เรียกขึ้นเครื่องตามปกติ ใครที่บิน Business หรือเป็นเมมเบอร์ก็จะได้เรียกขึ้นก่อน ตามปกติ ในการบินครั้งนี้ทั้งแอร์และสจ๊วตมาเต็มมากครับ ใส่ทั้งหน้ากาก แว่นตา และเสื้อคลุม เข้าใจว่า น่าจะเป็นนโยบายเพื่อความปลอดภัยของลูกเรือในช่วงโควิดนี้ เพราะได้ยินมาว่าทางการบินไทยก็ใส่แบบนี้เช่นกันครับ

สจ๊วตพร้อมชุดเต็มพิกัด

แอร์พร้อมชุดเต็มพิกัด

เที่ยวบินนี้ผู้โดยสารทุกคนต้องใส่หน้ากากเช่นกัน มีการตรวจอุณหภูมิก่อนขึ้นเครื่อง แต่ของทุกอย่างยังมีเสิร์ฟตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่มหรือของว่าง สามารถดูหนังฟังเพลงได้ตามปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเหมือนไฟล์ทบินในประเทศ สินค้า Duty Free บนเครื่องก็มีจำหน่ายตามปกติด้วยเช่นกัน

รองเท้าแตะและชุดแปรงสีฟัน ฯลฯ จากสายการบิน

โจ๊ก อาหารเช้าจากสายการบิน (ไม่อร่อย ไม่แนะนำให้ลอง)

เมื่อถึงอินชอน ลงมาจากเครื่องบิน แถวจะถูกแบ่งเป็นสองแถว แถวคนเข้าประเทศเกาหลีกับแถวคนที่เปลี่ยนเครื่อง สำหรับคนที่เปลี่ยนเครื่องจะโดนตรวจอุณหภูมิอีกครั้งและได้ใบรับรองสีเหลือง ก่อนที่จะเดินไปยังเกทได้ สำหรับเคสผมที่บินมาจาก LAX จะต้องรอต่อเครื่อง 13 ชั่วโมง นับว่านานมากๆ โชคดีที่สนามบินอินชอนที่เกาหลีมีจัดพื้นที่สำหรับนอนงีบ และบางส่วนมีเก้าอี้ที่สามารถนั่งยืดขาได้ สองที่ บริเวณ ฝั่งตะวันตก บริเวณ Gate 231 ชั้น 4 อาคาร Terminal 2 กับ ฝั่งตะวันออก บริเวณ Gate 268 ชั้น 4 อาคาร Terminal 2

ใบรับรองสีเหลือง ที่ต้องรับก่อนเปลี่ยนเครื่อง

โซนเก้าอี้ยืดขาที่สนามบินอินชอน

โซนงีบที่สนามบินอินชอน

ถ้าใครต้องการความเป็นส่วนตัวมากกว่านั้น ที่สนามบินอินชอนมีให้บริการโรงแรมTransit บริเวณตรงข้าม Gate 252 ชั้น 4 อาคาร Terminal 2 (โทร. 032 743 3040) ซึ่งผมไม่ได้เข้าพัก แต่จากที่สอบถามน้องที่จะเข้าพัก ราคาห้องเดี่ยวประมาณ 3100 บาท ส่วนห้องคู่น่าจะตกที่ 2700 บาท

ในส่วนของ Duty Free ของเกาหลียังเปิดเหมือนปกติ ร้านสินค้าแบรนด์แนมยังเปิดให้บริการ มีเพียงแค่ร้านอาหารที่แทบไม่เปิดเลย ยกเว้นคาเฟ่ และ 7-11 ซึ่งจะอยู่บนชั้น 4 ขึ้นบันไดเลื่อนตรงประมาณเกท 252/251 เดินเข้าไปจนสุด จะเจออยู่หลังลิฟท์ครับ

ชานมไข่มุกที่สนามบินอินชอน

เมื่อถึงเวลา ไฟล์ท KE651 ที่มีแต่ผู้โดยสารคนไทยล้วนก็ออกเดินทางตามกำหนด โดยเครื่องบินลำนี้จะนำลูกเรือไปสองชุด โดยชุดแรกจะบริการเครื่องขาไปและชุดหลังน่าจะทำงานเที่ยวบินขากลับ ซึ่งข้อปฏิบัติต่างๆก็เหมือนกับไฟล์ทขามาจากสหรัฐอเมริกา ไม่ต่างกัน

บรรยากาศเครื่องบินที่จอดกราวด์ที่สนามบินอินชอน

บรรยากาศเครื่องบินที่จอดกราวด์ที่สนามบินอินชอน

บรรยากาศเครื่องบินที่จอดกราวด์ที่สนามบินอินชอน

ทันทีที่ถึงไทย ผู้โดยสารทุกคน ต้องผ่านขั้นตอนการคัดกรองทุกคน โดยเริ่มตั้งแถวตั้งแต่ออกมากจากเครื่องได้ไม่นานเลย โดยเจ้าหน้าที่จะเรียกขอเอกสาร ให้ทุกคนเตรียมเอกสารออกมารอได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Fit-to-Fly ใบรับรองเดินทางจากสถานทูต และต.8 (ควรจะกรอกให้เรียบร้อยก่อนถึงไทย) หลังจากผ่านการตรวจเอกสารทุกอย่างเจ้าหน้าที่จะทำการปั้มตรงหัวกระดาษ ต.8 ระบุว่า จะได้ไปพักที่โรงแรมไหน ของผมได้พักที่โรงแรม The Bazaar Hotel รัชดา เป็นการพักเดี่ยวครับ

บรรยากาศการรอคิวตรวจเอกสาร

ตัวปั้มแจ้งโรงแรมที่จะได้พัก

เสร็จจากขั้นตอนเอกสาร ผู้โดยสารทุกคนจะออกไปรับกระเป๋า และไปต่อคิวเพื่อที่จะขึ้นรถทัวร์ไปโรงแรม โดยก่อนขึ้นรถทัวร์ ทุกคนจะต้องผ่านขั้นตอนการฆ่าเชื้อกระเป๋า ซึ่งหลังจากขั้นตอนนี้กระเป๋ากับผู้โดยสารจะถูกแยกออกจากกัน และจะได้รับกระเป๋าคืนอีกทีหลังจากเช็คอินที่โรงแรม ฉะนั้นหากใครต้องการจะหยิบอะไรออกจากกระเป๋า แนะนำให้หยิบให้เสร็จให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปขึ้นรถทัวร์ครับ

บรรยากาศการฆ่าเชื้อกระเป๋าเดินทาง

ผมถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา สามทุ่มครึ่ง เบ็ดเสร็จจนกระทั่งเช็คอินเสร็จและเข้าพักในห้องได้ ก็ประมาณ ตีหนึ่งพอดีครับ ซึ่งหน้าตาห้องพักก็จะประมาณภาพด้านล่างเลยครับ

บรรยากาศภายในห้องพักที่โรงแรม Bazaar รัชดา

บรรยากาศภายในห้องพักที่โรงแรม Bazaar รัชดา

บรรยากาศภายในห้องพักที่โรงแรม Bazaar รัชดา

ห้องพักที่ผมได้ ถือว่าสภาพค่อนข้างโอเค แม้จะมีร่องรอยนิดหน่อยๆ แต่ไม่มีอุปกรณ์ใดๆที่เสีย หรือต้องเปลี่ยนหรือย้ายห้อง ในการเข้าพักนี้ก็จะมีกฏต่างๆอยู่พอสมควร หลักๆก็คือ ไม่สามารถออกจากห้องไปไหนได้ภายใน 14 ของการกักตัว โดย 14 วันนี้ ไม่นับรวมวันที่บินมาถึง ในเคสของผมถึงวันที่ 10 พฤษภาคม ก็จะสามารถกลับบ้านได้วันที่ 25 พฤษภาคมครับ ในระหว่างการกักตัวหากมีข้อสงสัยหรือต้องการติดต่อเจ้าหน้าที่ สามารถติดต่อไปทางโทรศัพท์ภายในโรงแรม หรือไลน์กลุ่มครับ

รายการของที่เตรียมไว้ให้ในห้องพัก

น้ำยาล้างจานและน้ำยาซักผ้า สำหรับ 14 วันการกักตัว

ตลอด 14 วันทางโรงแรมจะทำการส่งอาหารให้ 3 มื้อ มีข้าวและผลไม้หรือไม่ก็ของหวานให้ ซึ่งจากที่กินมาหลายมื้อ อาหารถือว่ารสชาติโอเค มีทั้งเผ็ด ไม่เผ็ดสลับกันไปเรื่อยๆ ส่วนน้ำตอนเข้าพักครั้งแรก มีให้ทั้งหมด 12 ขวด และจะมีการจัดส่งให้เพิ่ม วันที่ 13, 16 และ 19 พฤษภาคมครับ

ตัวอย่างอาหารที่ได้รับจากทางโรงแรม

ตัวอย่างอาหารที่ได้รับจากทางโรงแรม

ตัวอย่างอาหารที่ได้รับจากทางโรงแรม

น้ำที่ได้รับเพิ่มเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม

ซึ่งหากใครกินไม่อิ่ม หรืออยากกินอะไรเป็นพิเศษ สามารถสั่งได้จาก 7-11 ใกล้ๆโรงแรม โดยทำการสั่งกับพนักงานทางไลน์และชำระผ่านทาง True Wallet และพนักงานจะจัดส่งให้ผ่านพนักงานโรงแรมในวันรุ่งขึ้นครับ เช่นเดียวกัน หากมีของจำเป็นสามารถให้ญาติไปฝากกับทางโรงแรม และโรงแรมจะตรวจของข้างในและจัดส่งให้ในวันรุ่งเช่นเดียวกันครับ

เสบียงที่สั่งเพิ่มจากทาง 7-11

เสบียงที่สั่งเพิ่มจากทาง 7-11

ในระหว่างกักตัว ผู้พักอาศัยต้องทำการวัดและแจ้งอุณหภูมิร่างกายให้กับกรมควบคุมโรคทางอินเตอร์เน็ตวันละ 2 ครั้ง คือรอบเช้า ก่อน 9 โมงเช้ากับ รอบเย็นก่อน 4 โมงเย็น โดยทุกห้องจะมีปรอทวัดไข้พร้อมคู่มือการใช้แจกไว้ให้ทุกห้องครับ ใครไม่เคยสะบัดปรอทวัดไข้ ลองทำแตกซักอันสองอัน น่าจะเชี่ยวชาญแน่นอนครับ ฮาๆ

ปรอทวัดไข้ที่แจกให้ทุกห้องพัก

คู่มือการใช้ปรอทวัดไข้ มีแจกในห้องพัก

ทางโรงแรมก็มีบริการไวไฟให้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่เนื่องจากมีการแชร์กับผู้เข้าพักหลายคน ผมเข้าใจว่า ความเร็วเลยค่อนข้างช้า แนะนำว่า ให้ขอซิมเน็ตฟรีจากทรูที่มีแจกที่สนามบินครับ (ของผมไม่ได้ขอที่สนามบินเลยต้องรบกวนให้เจ้าหน้าที่โรงแรมจัดหาให้ตามหลังมาอีกที)

ซิมเน็ตกักตัว ใช้ฟรีได้ 1 เดือน แจกที่สนามบินสุวรรณภูมิ

และในส่วนของการตรวจหาเชื้อ ทางกรมอนามัยจะจัดให้มีการตรวจเชื้อทั้งหมด 2 ครั้ง ก็คือ วันที่ 13 พฤษภาคม และ 23 พฤษภาคมก่อนออกครับ ซึ่งผลการตรวจเมื่อวานที่ 13 ที่ผ่านมา 106 คน ไม่พบเชื้อทั้ง 106 คนครับ

บรรยากาศการ swab ตรวจหาเชื้อ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม

และสุดท้าย ถ้าหากผลการตรวจเชื้อวันที่ 23 ออกมาว่าไม่มีคนติดเชื้อ ก็จะสามารถกลับบ้านได้วันที่ 25 พฤษภาคม พร้อมทั้งได้ใบรับรองการกักตัวจากกรมอนามัยด้วยเช่นกัน ซึ่งทางการมีบริการจัดรถรับส่งในกรณีที่ผู้พักอาศัยมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดด้วยเช่นกันครับ ส่วนคนที่ให้ทางญาติมารับ สามารถมารับได้ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงบ่ายสองโมง ถ้าหากเกินบ่ายสองโมง ผู้พักอาศัยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเองครับ

ตัวอย่างเส้นทางเดินรถรับส่งคนไทยกลับไปยังภูมิลำเนา

จบแล้วครับ สำหรับการรีวิว หวังว่าทุกคนน่าจะได้ข้อมูลการกักตัวคร่าวๆ ไม่มากก็น้อย ผมได้รวมประเด็นสำคัญๆที่น่าสนใจไว้แล้ว มีอะไรสงสัยสอบถามเพิ่มเติม สามารถทักมาถามได้ทั้งทางอีเมล์หรือหน้าเพจได้เลยครับ

 

สุดท้าย ขอให้คนไทยอีกหลายคนที่อยากกลับไทย ได้กลับมายังเมืองไทยไวๆ และขอให้พวกผมได้ผลการตรวจว่าไม่มีเชื้อ ได้กลับบ้านในวันที่ 25 กันทุกคนครับ

สวัสดีครับ 😀